ประกอบด้วยพื้นที่สำรวจในด้านต่างๆ
ดังนี้
1.
พื้นที่สำรวจคุณภาพน้ำทะเล
-
จุดเก็บตัวอย่างครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศไทยรวม
218 จุด
โดยมีความถี่ในการเก็บตัวอย่าง
2 ครั้ง/ปี
ในฤดูฝนและฤดูแล้ง
จำแนกตามพื้นที่ของประเทศได้ดังนี้
1.1.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันออก
58
จุดเก็บตัวอย่าง
-
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่แหลมศอก
จังหวัดตราด
ถึงอ่าวชลบุรี
จังหวัดชลบุรี
1.2.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยรูปตัว
ก. 15
จุดเก็บตัวอย่าง
-
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง
จังหวัดฉะเชิงเทราถึงปากแม่น้ำแม่กลอง
จังหวัดสมุทรสงคราม
1.3.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันตก
100
จุดเก็บตัวอย่าง
-
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปากคลองบ้านบางตะบูน
จังหวัดเพชรบุรี
ถึงปากคลองบางนรา
จังหวัดนราธิวาส
1.4.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน
45
จุดเก็บตัวอย่าง
-
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่หาดชาญดำริ
จังหวัดระนอง
ถึงบ้านทุ่งริ้น
จังหวัดสตูล
2.
พื้นที่สำรวจตะกอนดิน
-
จุดเก็บตัวอย่างครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศไทยรวม
106 จุด
โดยมีความถี่ในการเก็บตัวอย่าง
1 ครั้ง/ปี
จำแนกตามพื้นที่ของประเทศได้
ดังนี้
2.1.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันออก
27
จุดเก็บตัวอย่าง
-
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่
แหลมศอก
จังหวัดตราด
ถึงอ่าวชลบุรี
จังหวัดชลบุรี
2.2.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยรูปตัว
ก. 10
จุดเก็บตัวอย่าง
-
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง
จังหวัดฉะเชิงเทรา
ถึงปากแม่น้ำแม่กลอง
จังหวัดสมุทรสงคราม
2.3.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันตก
44
จุดเก็บตัวอย่าง
-
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปากคลองบ้านบางตะบูน
จังหวัดเพชรบุรี
ถึงปากคลองบางนรา
จังหวัดนราธิวาส
2.4.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน
25
จุดเก็บตัวอย่าง
-
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่หาดชาญดำริ
จังหวัดระนอง
ถึงบ้านทุ่งริ้น
จังหวัดสตูล
3.
พื้นที่สำรวจแพลงก์ตอน
และคุณภาพน้ำที่มีผลต่อการเกิดปรากฎการณ์น้ำเปลี่ยนสี
ประกอบไปด้วยจุดเก็บตัวอย่างรวม
15 จุด
โดยมีความถี่ในการเก็บตัวอย่าง
12 ครั้ง/ปี
จำแนกตามพื้นที่ของประเทศไทยได้ดังนี้
3.1.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันออก
-
ประกอบด้วยจุดเก็บตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดชลบุรีรวม
7 จุด
3.2.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยรูปตัว
ก.
-
ประกอบด้วยจุดเก็บตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราสมุทรปราการ
สมุทรสาคร
และสมุทรสงคราม
รวม 4 จุด
3.3.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันตก
-
ประกอบด้วยจุดเก็บตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์รวม
4 จุด
4.
พื้นที่สำรวจสัตว์น้ำ
-
ประกอบไปด้วยจุดเก็บตัวอย่างรวม
15 จุด
โดยมีความถี่ในการเก็บตัวอย่าง
1 ครั้ง/ปี
จำแนกตามพื้นที่ของประเทศไทยได้ดังนี้(ดูรูปที่
1-4)
4.1.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันออก
-
ประกอบด้วยจุดเก็บตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดระยองรวม
1 จุด
4.2.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยรูปตัว
ก.
-
ประกอบด้วยจุดเก็บตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
และสมุทรสงคราม
รวม 4 จุด
4.3.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันตก
-
ประกอบด้วยจุดเก็บตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์
ชุมพร
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
และปัตตานี
รวม 4 จุด
4.4.
พื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน
-
ประกอบด้วยจุดเก็บตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดตรังรวม
1 จุด
สถานการณ์คุณภาพน้ำทะเล
ความโปร่งใส
น้ำทะเลชายฝั่งด้านอันดามัน
มีความโปร่งใสของน้ำสูง
โดยเฉลี่ยสูงกว่าน้ำทะเลชายฝั่งด้านอ่าวไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายฝั่งพังงา
ภูเก็ต
และกระบี่
มีค่าความโปร่งใสโดยเฉลี่ยมากกว่า
3 เมตร
ความโปร่งใสของน้ำในบริเวณนี้ลดลงบ้างในฤดูฝน
คาดว่ามาจากความเข้มของแสงอาทิตย์ในฤดูฝน
(มีเมฆปกคลุมมาก)
ซึ่งต่ำกว่าในฤดูแล้ง
(ท้องฟ้าจะใสกว่า
เพราะปริมาณเมฆน้อย)
มากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับปริมาณตะกอนแขวนลอยที่มีอยู่ในน้ำ
[เนื่องจากบริเวณนี้ระยะทางจากต้นน้ำ
(สันปันน้ำ)
ไปยังชายฝั่งทะเลสั้น
กษัยการ (Erosion)
จึงไม่สูงมากเท่ากับบริเวณอื่นที่มีระยะทางจากต้นน้ำถึงทะเลยาวกว่า
ดังนั้นปริมาณตะกอนแขวนลอยโดยปกติจึงไม่สูงมาก]
อย่างไรก็ดีชายฝั่งระนอง
ตรังและสตูลนั้นมีความโปร่งใสของน้ำค่อนข้างต่ำ
คือ
อยู่ที่ระยะเพียง
1-2
เมตรจากผิวน้ำทะเล
ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ปากแม่น้ำเป็นป่าชายเลน
และเป็นเขตที่มีน้ำตื้นกว่า
ชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยโดยทั่วไปจะมีความโปร่งใสโดยเฉลี่ยไม่เกิน
2 เมตร
โดยบริเวณที่มีความโปร่งใสในระดับต่ำที่สุด
คือ
บริเวณปากแม่น้ำสายหลักที่ไหลลงอ่าวไทยรูปตัว
ก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดฉะเชิงเทรา
(ปากแม่น้ำบางปะกง)
สมุทรปราการ
(ปากแม่น้ำเจ้าพระยา)
และสมุทรสาคร
(ปากแม่น้ำท่าจีน)
ส่วนทางชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยน้ำทะเลจะใสมากกว่าในบริเวณอ่าวไทยรูปตัว
ก
โดยเฉลี่ยแล้วความใสของน้ำทะเลจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อลงมาทางใต้
โดยใสที่สุดที่ชายฝั่งจังหวัดนราธิวาส
รองลงมาคือที่ชายฝั่งสงขลา
ส่วนจังหวัดที่เหลือจะมีความโปร่งใสเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ
1 เมตร
สี
เนื่องจากตะกอนแขวนลอยเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการเห็นสีน้ำทะเล
โดยมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณตะกอน
และมีความสัมพันธ์ในเชิงผกผันกับความโปร่งใสของน้ำทะเล
บริเวณตราด
จันทบุรี
ฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
สมุทรสงคราม
ซึ่งสีน้ำทะเลออกเป็นสีเหลืองปนเขียว
น้ำทะเลบริเวณชายฝั่งภูเก็ตและพังงาจะมีสีออกฟ้าปนเขียวในช่วงฤดูแล้ง
และสีทึมขึ้นโดยออกเป็นสีเขียวปนฟ้าในฤดูฝน
ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณแสงที่ลดลงและปริมาณสารแขวนลอยที่เพิ่มขึ้น
ส่วนสีน้ำทะเลชายฝั่งกระบี่ไม่ค่อยแตกต่างกันในทั้งสองฤดู
โดยจะออกสีเขียวปนฟ้าถึงเขียว
โดยทั่วไปแล้ว
สีของน้ำทะเลในทั้งสองฤดูไม่ต่างกันมากนัก
ยกเว้นที่จังหวัดภูเก็ตและพังงา
ทั้งนี้ก็เนื่องจากเหตุผลเดียวกับเรื่องความโปร่งใส
คือ
อิทธิพลของการมองเห็น
เกิดเนื่องมาจากความเข้มของแสงอาทิตย์ลดลงในฤดูฝน
เนื่องจากปริมาณเมฆที่เพิ่มขึ้น
เมื่อความสว่างลดน้อยลง
ก็ทำให้แสงสะท้อนจากพื้นท้องทะเลลดลงด้วย
จึงเห็นสีน้ำทะเลเข้มขึ้น
กลิ่น
น้ำทะเลโดยปกติไม่ควรที่จะมีกลิ่น
แต่จากการศึกษาพบว่าหลายบริเวณมีกลิ่นที่สามารถรู้สึกได้
โดยมากมักจะมีกลิ่นในฤดูแล้ง
บริเวณที่มีกลิ่นถึงระดับ
2 คือ
จังหวัดฉะเชิงเทราและประจวบคีรีขันธ์
รองลงมา คือ
ระนองและสงขลา
อยู่ที่ระดับประมาณ
1.5
บริเวณที่มีกลิ่นอยู่ในระดับ
0.5-1.0 ได้แก่
ชลบุรี
สมุทรปราการ
ตรัง สตูล
ชุมพร
ปัตตานี
และนราธิวาส
ส่วนบริเวณที่พอจะมีกลิ่นที่รู้สึกได้
คือ ระยอง
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
และกระบี่
กลิ่นเหล่านี้ลดลงเมื่อเข้าฤดูฝน
อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่าบริเวณชายฝั่งจังหวัดระนองน้ำทะเลจะมีกลิ่นค่อนข้างมากแม้จะเข้าฤดูฝนแล้ว
โดยบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง
จังหวัดฉะเชิงเทรามีกลิ่นอยู่ระดับประมาณ
2.5
ที่ระยะห่าง
500 เมตร
ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลิ่นดิน
จังหวัดชลบุรีแม้ว่ากลิ่นโดยเฉลี่ยแล้วมีค่าระดับต่ำแต่ควรเฝ้าระวังบางบริเวณเป็นพิเศษ
ได้แก่
บริเวณบางแสน
(โอเชี่ยนเวิลด์)
ซึ่งมีค่ากลิ่นอยู่ที่ระดับ
14
บางแสนอยู่ที่ระดับ
5
และบางพระที่ระดับประมาณ
2-2.9
ในขณะที่อีก
25
สถานีบริเวณชายฝั่งชลบุรีไม่มีกลิ่นที่รับสัมผัสได้
ซึ่งสาเหตุของกลิ่นเหล่านี้ก็เนื่องมาจากการเป็นชุมชนหนาแน่นและมีกิจกรรมต่าง
ๆ (อาทิ
การประมง
การท่องเที่ยว
การค้าขาย
ฯลฯ)
แต่ยังขาดการจัดการที่เหมาะสม
อ่าวประจวบด้านเหนือมีค่ากลิ่นค่อนข้างรุนแรงอยู่ในระดับ
24
ปากคลองบ้านบางสะพานน้อย
อยู่ที่ระดับ
6.1
บ้านทุ่งประดู่ที่ระดับ
5.6
ปากคลองบางนางรมอยู่ที่ระดับ
3.7
อ่าวมะนาวอยู่ที่ระดับ
3.7
และอ่าวประจวบด้านใต้อยู่ที่ระดับ
2.3
ซึ่งน่าสังเกตว่าหลายบริเวณดังกล่าวเป็นชุมชนประมง
การไม่มีการจัดการที่ดีทำให้น้ำบริเวณแพปลา
(ซึ่งจะมีสารอินทรีย์สูง)
ไหลลงสู่ทะเล
ก่อนให้เกิดการเน่าเสียและส่งกลิ่นออกมาได้
จังหวัดสงขลา
บริเวณบ้านหัวเกาะ
อำเภอระโนด
มีกลิ่นอยู่ที่ระดับ
4.9
ซึ่งคาดว่ามาจากการที่บริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีการทำฟาร์มกุ้งกันมาก
และมีการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ทะเลโดยตรง
ส่วนหาดสมิหลาค่าของกลิ่นอยู่ที่ระดับ
2
ซึ่งสามารถรับสัมผัสได้
บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
แต่ก็อยู่ปากทะเลสาบสงขลา
หาดบางเบน
จังหวัดระนอง
มีกลิ่นอยู่ที่ระดับ
5.1
คาดว่าสาเหตุน่าจะเป็นเรื่องธรรมชาติ
เพราะว่าบริเวณนี้เป็นป่าชายเลน
ซึ่งมีการเน่าสลายของสารอินทรีย์จากป่าชายเลนเกิดขึ้น
อุณหภูมิ
อุณหภูมิของน้ำแปรผันตามสถานที่
และเวลาที่เก็บตัวอย่าง
บริเวณที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงกว่า
31oC
ทั้งสองฤดูกาล
คือ
ชายฝั่งจังหวัดฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ
บริเวณที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยค่อนข้างสูง
คือ
อยู่ที่ระดับ
29-31oC (ซึ่งเป็นอุณหภูมิน้ำทะเลปกติที่วัดได้อยู่เป็นประจำ)
ได้แก่
ระยอง
ชลบุรี
สมุทรสาคร
สมุทรสงคราม
เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
สงขลา
ปัตตานี
และนราธิวาส
บริเวณที่เหลืออุณหภูมิของน้ำโดยเฉลี่ยจะประมาณต่ำกว่า
29oC
ทั่วไปแล้วพบว่าอุณหภูมิของน้ำทะเลในเกือบทุกบริเวณจะลดลงเมื่อเข้าฤดูฝน
ยกเว้นบริเวณจังหวัดชายฝั่งตะวันออก
(ตราด
จันทบุรี
ระยอง)
และชายฝั่งด้านอันดามัน
(ระนอง พังงา
ภูเก็ต ตรัง
และสตูล)
ซึ่งชายฝั่งอันดามันนี้ช่วงที่เก็บตัวอย่างหน้าแล้งอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม
ซึ่งอุณหภูมิอากาศค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับช่วงอื่นของปี
ดังนั้นอุณหภูมิน้ำจึงมีค่าต่ำด้วย
ความเค็ม
บริเวณที่มีความเค็มของน้ำต่ำกว่า
10 psu
เกือบตลอดเวลา
คือ
ฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ
และสมุทรสาคร
เนื่องจากอิทธิพลของน้ำจืดจากแม่น้ำบางปะกง
เจ้าพระยา
และท่าจีน
ตามลำดับ
บริเวณที่เป็นทะเลค่อนข้างเปิดและมีความเค็มของน้ำสูงกว่า
30 psu ตลอดเวลา
คือ พังงา
ภูเก็ต
กระบี่
และนราธิวาส
น้ำทะเลแถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และสงขลาความเค็มค่อนข้างสูง
คือ เกือบ 30 psu
ทั้งสองฤดูกาล
บริเวณที่ความเค็มมีการผันแปรในต่างฤดูกาลสูงจะเป็นบริเวณที่มีลักษณะค่อนข้างเป็นอ่าว
ได้แก่
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
(ปากพนัง)
และระนอง
นอกจากนี้ที่สมุทรปราการและสมุทรสงคราม
ความเค็มผันแปรระหว่างฤดูค่อนข้างมากเนื่องจากปริมาณน้ำจืดที่ไหลมาจากแม่น้ำ
ค่าการนำไฟฟ้า
ค่าความเค็มเป็นค่าปริมาณเกลือที่ละลายอยู่ในน้ำ
ส่วนค่าการนำไฟฟ้าเป็นความสามารถในการนำไฟฟ้าของเกลือที่ละลายอยู่ในน้ำนั้น
ในทางปฏิบัติของการวัดค่าความเค็มโดยทั่วไปใช้วิธีวัดการนำไฟฟ้าของสารละลายน้ำทะเล
แล้วคำนวณความเค็มตามสมการความสัมพันธ์
ซึ่งจะได้หน่วยของความเค็มเป็น
psu (Practical Salinity Unit)
ดังนั้นในบริเวณที่มีความเค็มสูงจึงมีค่าการนำไฟฟ้าของน้ำสูงและบริเวณที่มีความเค็มต่ำก็จะมีค่าการนำไฟฟ้าของน้ำต่ำ
ปริมาณออกซิเจนละลาย
บริเวณที่มีปริมาณออกซิเจนละลายอยู่ในระดับที่น่าวิตก
คือ
ที่สมุทรปราการและสมุทรสาคร
โดยมีค่าต่ำกว่า
2 mg/L
เนื่องจากมีการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ในน้ำสูง
การปนเปื้อนของสารอินทรีย์ที่ทำให้บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา
(สมุทรปราการ)
มีค่าออกซิเจนละลายต่ำ
คาดว่าเนื่องมาจากสาเหตุร่วม
2
ด้านด้วยกัน
คือ
การเกษตรกรรมที่ต้นลำน้ำเจ้าพระยา
และการปล่อยน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมและบ้านเรือนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะออกสู่ทะเล
ส่วนปากแม่น้ำท่าจีน
(สมุทรสาคร)
นั้นสาเหตุหลักน่าจะมาจากการเกษตรกรรมที่หนาแน่นตลอดลุ่มน้ำ
และอุตสาหกรรมอาหารที่มีอยู่ค่อนข้างทั่วไปบริเวณลุ่มน้ำนี้
บริเวณที่มีปริมาณออกซิเจนละลายในระดับประมาณจุดวิกฤต
(4mg/L) คือ
ที่ฉะเชิงเทรา
ส่วนบริเวณที่มีออกซิเจนละลายประมาณ
4-5 mg/L
ในฤดูน้ำมาก
ได้แก่
สมุทรสงคราม
เพชรบุรี
และระนอง
นอกนั้นออกซิเจนละลายมีปริมาณมากกว่า
6 mg/L
ซึ่งบริเวณที่มีค่าออกซิเจนละลายค่อนช้างใกล้ค่าวิกฤตนั้น
เป็นเพราะว่าบริเวณเหล่านี้เป็นหาดโคลนหรือป่าชายเลน
ซึ่งมีการย่อยสลายของสารอินทรีย์ค่อนข้างสูง
ซึ่งถ้าน้ำทะเลมีการไหลเวียนอยู่เป็นปกติ
ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของปัญหาแต่อย่างใด
ค่าความเป็นกรด-ด่าง
(pH)
บริเวณที่มี
pH ต่ำ คือ
บริเวณอ่าวไทยรูปตัว
ก
ตั้งแต่ฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
และสมุทรสงคราม
ซึ่งเป็นปากแม่น้ำสายหลัก
ทางด้านอันดามันบริเวณที่ที่มี
pH
ค่อนข้างต่ำกว่าที่อื่น
คือ
ที่ระนอง
อิทธิพลของน้ำจืดซึ่งมี
pH
ต่ำกว่าน้ำทะเลภายนอก
(สถานีเก็บตัวอย่างบริเวณชายฝั่งระนอง
3 สถานี
ซึ่งเป็นสถานีบริเวณปากแม่น้ำระนองถึง
2 สถานี)
โดยธรรมชาติแล้วน้ำแม่น้ำมี
pH
ต่ำกว่าน้ำทะเล
และไม่มี buffering capacity
ซึ่งหมายความว่าบริเวณที่มีความเค็มต่ำเหล่านี้
pH
สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากหากมีการปล่อยน้ำทิ้งที่มีค่าความเป็นกรดหรือด่างสูงลงมา
ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้
จึงควรมีการระมัดระวังและตรวจตราในเรื่องนี้เป็นพิเศษกว่าบริเวณอื่น
คลอรีนคงเหลือ
(Chlorine residue)
เนื่องจากตัวแปรนี้เก็บตัวอย่างเพียงครั้งเดียวและเก็บในฤดูแล้ง
จึงไม่มีข้อมูลคลอรีนคงเหลือในฤดูฝน
จากการสำรวจในครั้งนี้
บริเวณที่ตรวจพบว่ามีปริมาณคลอรีนคงเหลืออยู่สูงมาก
คือ
บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง
จังหวัดฉะเชิงเทรา
มีค่าอยู่ระหว่าง
0.4-0.7 mg/L
และที่พบว่ามีอยู่ระหว่าง
0.1-0.2 mg/L ได้แก่
ปากแม่น้ำเจ้าพระยา
(สมุทรปราการ)
ปากแม่น้ำท่าจีน
(สมุทรสาคร)
ปากแม่น้ำแม่กลอง
(สมุทรสงคราม)
ปากคลองบ้านบางตะบูน
และปากคลองบ้านแหลม
(เพชรบุรี)
ปากคลองพุมเรียง
(สุราษฎร์ธานี)
และ
ปากแม่น้ำปากพนัง
(นครศรีธรรมราช)
ส่วนที่พบว่ามีค่าต่ำกว่าหรือเท่ากับ
0.1 mg/L ได้แก่
ปากคลองพัทยา
(ชลบุรี)
ด้านเหนือและตอนกลางของอ่าวประจวบฯ
(ประจวบคีรีขันธ์)
และหาดเทพา (สงขลา)
ฟลูออไรด์
เนื่องจากตัวแปรนี้เก็บตัวอย่างเพียงครั้งเดียวและเก็บในฤดูแล้ง
จึงไม่มีข้อมูลฟลูออไรด์ในฤดูฝน
อย่างไรก็ดี
ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ที่ตรวจพบในทุกบริเวณมีค่าไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
(1.5 mg/L) บริเวณที่พบฟลูออไรด์สูงกว่าที่อื่น
ๆ คือ
ฉะเชิงเทรา
สมุทรสงคราม
เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์
นครศรีธรรมราช
พังงา
ภูเก็ต
กระบี่ ตรัง
และสตูล
ตะกอนแขวนลอย
บริเวณชายฝั่งฉะเชิงเทรา
(ปากแม่น้ำบางปะกง)
และสมุทรปราการ
(ปากแม่น้ำเจ้าพระยา)
มีตะกอนแขวนลอยอยู่สูงมาก
ทั้งนี้เนื่องจากเป็นบริเวณดังกล่าวเป็นปากแม่น้ำ
และมีป่าชายเลน
โดยเฉลี่ยแล้วชายฝั่งตลอดอ่าวไทยมีปริมาณตะกอนแขวนลอยในน้ำทะเลจะไม่เกิน
200 mg/L
บริเวณที่พบว่าตะกอนแขวนลอยมีค่าต่ำ
คือ
ทะเลทางด้านอันดามัน
และค่อนข้างต่ำบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง
สอดคล้องกับความโปร่งใส
แอมโมเนีย
บริเวณที่มีแอมโมเนียสูงตลอดเวลา
คือ
ที่สมุทรปราการและสมุทรสาคร
เนื่องจากบริเวณนี้สารอินทรีย์สูงมาก
(เนื่องมาจากการพัดพามาตามน้ำแม่น้ำ)
และมีการย่อยสลายสารอินทรีย์เหล่านี้
จนปริมาณออกซิเจนละลายลดต่ำลงมาก
ซึ่งไม่เพียงพอต่อกระบวนการออกซิเดชัน
(oxidation process)
ส่วนที่ชายฝั่งฉะเชิงเทราพบว่าค่าแอมโมเนียสูงเฉลี่ยถึง
0.3 mg/L as N
ในฤดูแล้ง
ซึ่งบริเวณเป็นป่าชายเลนมีการย่อยสลายของสารอินทรีย์ค่อนข้างสูง
แต่ในฤดูแล้งการไหลเวียนของกระแสน้ำต่ำ
จึงทำให้เกิดการสะสมของแอมโมเนีย
ณ
บริเวณนั้น
บริเวณนอกเหนือจากนี้ค่าแอมโมเนียมีค่าอยู่ในระดับต่ำ
(ที่ชลบุรี
สมุทรสงคราม
เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์
ชุมพร
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
และภูเก็ต)
ถึงระดับตรวจไม่พบ
ทางฝั่งอันดามันบริเวณที่พบการปนเปื้อนของแอมโมเนียอยู่บ้าง
คือ
ปากคลองท่าจีน
จังหวัดภูเก็ต
ซึ่งเป็นท่าเทียบแพปลาและหมู่บ้านชาวประมง
ไนเตรตและไนไตรต์
สมุทรปราการนั้นพบการปนเปื้อนของไนเตรตและไนไตรต์
รวมถึงแอมโมเนีย
สูงมาก
บริเวณอื่นที่พบว่ามีไนเตรต
และไนไตรต์สูง
คือ
ฉะเชิงเทรา
สมุทรสงคราม
สมุทรสาคร
ชลบุรี
และทางด้านอ่าวไทยฝั่งตะวันตกตั้งแต่เพชรบุรีไปจนถึงปัตตานี
ทางฝั่งอันดามันพบการปนเปื้อนของที่ไนเตรตและไนไตรต์
ที่ระนองมากกว่าบริเวณอื่น
ในที่ที่ออกซิเจนละลายสูงแอมโมเนียเหล่านี้ก็จะถูกออกซิไดซ์ได้ไนไตรต์
และไนเตรต
ตามลำดับ
แต่ถ้าบริเวณที่มีสารอินทรีย์สูงมาก
ๆ
ออกซิเจนจะถูกใช้ไปในการย่อยสลายสารอินทรีย์จนเกือบหมด
จึงมีการดึงเอาออกซิเจนซึ่งอยู่ในองค์ประกอบของไนเตรต
(NO3-) และไนไตรต์
(NO2-) ออกมาใช้
ทำให้ไนเตรตและไนไตรต์เปลี่ยนรูปแบบทางเคมีไปเป็นแอมโมเนีย
ดังนั้นจึงพบพวกไนโตรเจนในรูปแบบรีดิวซ์
(reduced form) อยู่มาก
ถ้าออกซิเจนมากพอก็จะพบในรูปแบบออกซิไดซ์
(oxidised form) คือ ไนเตรตซึ่งเป็นสารอาหารของแพลงตอนพืช
ออร์โธฟอสเฟต
พบปนเปื้อนสูงมากในอ่าวไทยรูปตัว
ก
และลดหลั่นลงไปทั้งสองด้านของฝั่งทะเลของอ่าวไทย
ทางด้านอันดามันก็เช่นเดียวกับการปนเปื้อนของสารอาหารปริมาณน้อยตัวอื่น
ๆ คือ พบออร์โธฟอสเฟตที่ระนองมากกว่าบริเวณอื่น
เนื่องจากสารฟอสเฟตใช้มากในการเกษตรกรรม
และอุตสาหกรรมบางประเภท
การปนเปื้อนของออร์โธฟอสเฟตนั้นพบมากบริเวณปากแม่น้ำสายหลัก
ซึ่งสาเหตุจึงน่ามาจากกิจกรรมทางการเกษตรและอุตสาหกรรม
รวมตลอดถึงชุมชน
ซึ่งมีอยู่หนาแน่นตลอดลุ่มน้ำเหล่านี้
ซัลไฟด์
เนื่องจากตัวแปรนี้เก็บตัวอย่างเพียงครั้งเดียวและเก็บในฤดูแล้ง
จึงไม่มีข้อมูลในฤดูฝนสำหรับซัลไฟด์
บริเวณที่มีการปนเปื้อนของซัลไฟด์ในฤดูแล้ง
ได้แก่
ชลบุรี
ระยอง
สมุทรปราการ
สมุทรสงคราม
ประจวบคีรีขันธ์
ปัตตานี
และนราธิวาส
เป็นที่น่าสังเกตว่าที่นราธิวาสมีการปนเปื้อนของซัลไฟด์ในน้ำทะเลที่สูงมากทั้ง
ๆ
ที่การปนเปื้อนของสารตัวอื่น
ๆ ต่ำ
กลิ่นของน้ำในบริเวณนี้ก็ยังต่ำกว่าที่อื่น
แสดงว่ากลิ่นที่สูง
ๆ
ในบริเวณอื่นไม่ได้เกิดจากซัลไฟด์
แต่อาจจะเป็นกลิ่นแอมโมเนียเพราะว่าบริเวณที่มีกลิ่นสูงมักจะเป็นบริเวณที่มีกิจกรรมการประมงอยู่
โครเมียมและโครเมียมเฮกซะวาเลนท์
ปกติในสภาวะทางเคมีแบบน้ำทะเล
โครเมียมจะถูกออกซิไดซ์
และเปลี่ยนไปอยู่ในรูปโครเมียมเฮกซะวาเลนท์
(ซึ่งมีความเป็นพิษสูงกว่า)
แทบทั้งสิ้น
อย่างไรก็ดีค่าความเข้มข้นโครเมียมเฮกซะวาเลนท์
ที่ตรวจพบนั้น
ไม่ได้มีค่าสูงเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง
โดยทั่วไปน้ำทะเลชายฝั่งของไทยมีค่าโครเมียมปนเปื้อนอยู่ในระดับประมาณ
0.01 mg/L (มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งสำหรับโครเมียม
คือ 0.1 mg/L)
มีเพียงสองบริเวณในฤดูแล้งเท่านั้นที่พบการปนเปื้อนของโครเมียมมากกว่าที่อื่น
คือ
ที่สมุทรปราการ
ในระดับประมาณ
0.065 mg/L
และที่นราธิวาสเฉลี่ยสูงถึง
0.199 mg/L
สำหรับค่าที่สูงบริเวณชายฝั่งจังหวัดสมุทรปราการ
คือ
ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาออกไป
500 เมตร มีค่า 0.18
mg/L
ส่วนที่นราธิวาสนี้มีเพียงสถานีเดียวในบริเวณนี้
ที่มีค่าสูงผิดปกติมากในช่วงฤดูแล้ง
คือ
ที่ปากคลองบางนารา
อำเภอเมือง
ซึ่งค่าสูงถึง
0.69 และ 0.10 mg/L
ที่ระยะ 100 และ
500
เมตรจากฝั่ง
ซึ่งบริเวณนี้เป็นหาดทราย
มีเขื่อนกั้นตะกอนอยู่
ไซยาไนด์
ไซยาไนด์มีความเป็นพิษสูง
(high toxicity)
อย่างไรก็ดีไซยาไนด์สลายตัวเร็วมากเมื่อออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษ
บางบริเวณที่มีไซยาไนด์ปนเปื้อนเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล
(0.01 mg/L) คือ
ที่จังหวัดปัตตานีในฤดูแล้ง
และที่ระนองในฤดูฝน
โดยเฉพาะที่ปัตตานีจะสูงมาก
นอกจากนี้ยังพบที่ชุมพรในฤดูฝน
และนครศรีธรรมราชในฤดูแล้ง
โดยความเข้มข้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า
0.5 mg/L
ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากกิจกรรมเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงชายฝั่งและการประมงในบริเวณชายฝั่งทะเลเหล่านี้
ฟีนอล
เนื่องจากตัวแปรนี้เก็บตัวอย่างเพียงครั้งเดียวและเก็บในฤดูแล้ง
จึงไม่มีข้อมูลฟีนอลในฤดูฝน
สารฟีนอลเป็นสารอะโรแมติค
(aromatic)
ซึ่งมีความเป็นพิษรุนแรง
แต่ก็ยังพบปนเปื้อนอยู่ทั่วไปทั้งอ่าวไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอ่าวไทยรูปตัว
ก
ที่ฉะเชิงเทราพบว่ามีการปนเปื้อนของฟีนอลสูงที่สุด
คือมากกว่า 0.11
mg/L
บริเวณที่พบว่ามีค่าเกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล
(0.03 mg/L) คือ
ที่สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
และสุราษฎร์ธานี
บริเวณที่พบว่ามีปนเปื้อนสูงประมาณ
0.02 mg/L ได้แก่
ระยอง
ชลบุรี
เพชรบุรี
สงขลา
และนราธิวาส
ทางฝั่ง
อันดามันมีการปนเปื้อนของฟีนอลน้อยกว่าในอ่าวไทยมาก
แต่ก็ตรวจพบที่กระบี่และภูเก็ต
ปรอท
พบการปนเปื้อนของปรอทในน้ำทะเลชายฝั่งทะเลไทยทุกแห่ง
และพบว่ามีการปนเปื้อนในฤดูฝนมากกว่าในฤดูแล้ง
ยกเว้นทางด้านอันดามัน
เนื่องจากในฤดูฝนซึ่งจะมีการชะพาสารต่างๆ
จากแผ่นดินลงสู่ทะเลมากกว่าในฤดูแล้ง
แหล่งปล่อยมลพิษปรอทจึงน่าจะมีแหล่งใหญ่มาจากกิจกรรมและอุตสาหกรรมต่าง
ๆ บนแผ่นดิน
อย่างไรก็ดีโดยธรรมชาติของปรอทนั้นชอบที่จะอยู่ในรูปของ
Hg0
ซึ่งระเหยเป็นไอได้ง่าย
หรือไม่ก็เกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนกันสารอินทรีย์
ได้แก่พวก methyl
mercury หรือ ethyl mercury
ดังนั้นในฤดูฝน
อาจเป็นไปได้ว่าฝนจะเป็นตัวชะพาเอาไอปรอทที่ระเหยเข้าสู่บรรยากาศ
ตกกลับลงมาสู่ทะเล
จึงทำให้ค่าความเข้มข้นของปรอทในน้ำทะเลสูงขึ้น
บริเวณที่มีการปนเปื้อนของปรอทเกือบถึงหรือเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล
(0.0001 mg/L) คือ
ที่ตราด
ชลบุรี
เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์
สงขลา
ปัตตานี
นราธิวาส
พังงา
กระบี่
และสตูล
โดยบริเวณที่พบสูงมาก
ได้แก่
ที่พังงา
เพราะว่ามลพิษตัวนี้น่าจะมาจากอุตสาหกรรมมากกว่าจากแหล่งธรรมชาติ
สารหนู
มีการปนเปื้อนของสารหนูในชายฝั่งทะเลทุกจังหวัด
แม้แต่ทางฝั่งอันดามัน
โดยมีความเข้มข้นอยู่ประมาณระหว่าง
0.01-0.03 mg/L
ที่สูงมากกว่าที่อื่น
คือ
ที่นราธิวาส
แคดเมียม
แคดเมียมมีความเป็นพิษสูง
และโดยทั่วไปจะพบในปริมาณที่น้อยมาก
ๆ (trace)
ในน้ำทะเล
อย่างไรก็ดียังพบแคดเมียมปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่สูงพอจะตรวจวัดได้หลายบริเวณ
และที่สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล
(0.005 mg/L) คือ
ที่ฉะเชิงเทราในฤดูแล้ง
ทองแดง
การปนเปื้อนของทองแดงในน้ำทะเลชายฝั่งทุกจังหวัด
ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ
0.01-0.03 mg/L
บริเวณที่มีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล
(0.05 mg/L) คือ ระยอง
สมุทรปราการ
สงขลา
ปัตตานี
และนราธิวาส
โดยเฉพาะที่ระยองและปัตตานีในฤดูแล้งมีค่าสูงมากกว่า
1 mg/L
สาเหตุอาจจะเนื่องมาจากอุตสาหกรรมบริเวณชายฝั่งบริเวณนั้น
และการไหลเวียนของกระแสน้ำในบริเวณนั้นไม่เพียงพอที่จะเจือจางความเข้มข้นของโลหะที่ปนเปื้อนทำให้พบความเข้มข้นที่สูงในบางบริเวณ
เหล็กและแมงกานีส
รูปแบบทางเคมีของเหล็กที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติมีออกซิเดชั่นเสตท
(Oxidation state) 2 แบบ คือ Fe3+ species
(หรือ ferric) และ Fe2+ species (หรือ
ferrous)
ซึ่งรูปแบบเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปมาได้ตามกฎทางเทอร์โมไดนามิค
(thermodynamic) รูปแบบ Fe3+
นั้นมีค่าการละลาย
(solubility) ต่ำมาก
ส่วนรูปแบบ Fe2+
มีค่าการละลายที่สูง
ซึ่งหมายความว่าถ้าเหล็กปรากฏอยู่ในรูป
Fe3+
แสดงว่าเป็นเหล็กในรูปแบบที่ไม่ละลาย
คือ
อาจจะอยู่ในรูปของแข็ง
(solid) หรือ
คอลลอยด์ (colloid)
สภาวะในน้ำทะเลที่ไม่ขาดออกซิเจน
(Oxygenated seawater)
นั้นเป็นสภาวะที่มีไอออนิคสเตรงท์
(ionic strength) สูง [หมายความว่าเป็นสภาพที่มีไอออนละลายอยู่มาก
ค่า ionic strength
ของน้ำทะเลประมาณเท่ากับ
0.7 M
ในขณะที่น้ำจืดมี
ionic strength เป็น 0
หรือใกล้ 0]
และมีค่าความเป็นกรด-ด่างสูง
[หมายความว่ามีตัวรับอิเลคตรอน
(electron acceptor) มาก ค่า pH 8)]
ซึ่งตามเทอร์โมไดนามิคแล้วรูปแบบที่เสถียร
(stable form) ของเหล็ก (Fe)
ในน้ำนี้จะเป็นเหล็กที่มีค่าออกซิเดชั่นเสตต
เท่ากับ 3
ซึ่งก็คือ Fe3+
ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่ารูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่เป็นของแข็ง
ดังนั้นในน้ำที่มีความเค็มเพิ่มขึ้นเหล็กในรูปแบบละลาย
(Fe2+ species)
จะเปลี่ยนรูปเป็นเหล็กในรูปแบบไม่ละลาย
(Fe3+ species)
ซึ่งหมายความว่าในน้ำทะเลเหล็กที่ละลายในน้ำจะแยกตัวออกจากน้ำ
(precipitate)
อย่างรวดเร็ว
เกิดเป็นตะกอน
(coagulation)
จากนั้นก็จะเกิดการรวมตะกอน
(flocculation)
เป็นก้อนโตขึ้น
ซึ่งเมื่อมีน้ำหนักมากขึ้น
ก็จะตกตะกอนลงสู่ท้องน้ำ
แต่ถ้าน้ำมีความเค็มลดลงเหล็กส่วนที่ไม่ละลายนี้ก็จะละลายกลับสู่มวลน้ำได้อีก
จากความเป็นจริงทางเคมีของแหล่งน้ำ
(aquatic chemistry)
ดังที่กล่าวข้างต้น
เห็นได้ว่าปริมาณเหล็กละลาย
(dissolved iron)
ที่มีอยู่ในมวลน้ำนั้นเปลี่ยนแปลงตามความเค็มของน้ำแม้ว่าจะมีหรือไม่มีแหล่ง
(source)
ของการปนเปื้อน
ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลของเหล็กอยู่ที่
0.3 mg/L
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าหากมีน้ำท่า
(runoff)
ไหลลงมาสมทบอยู่ตลอดเวลา
(หมายความว่ามี
source
ของเหล็กละลายในน้ำอยู่ตลอดเวลา)
ซึ่งทำให้ความเค็มยังต่ำอยู่
(ionic strength) ต่ำ
ความเข้มข้นของเหล็กที่ตรวจวัดได้จะสูงกว่านี้
โดยที่ยังไม่มีการปนเปื้อนมาจากที่ใด
เนื่องจากน้ำแม่น้ำจะชะพาเอาเหล็กที่ได้จากกระบวนการผุกร่อนทางเคมี
(chemical weathering)
ละลายมากับมวลน้ำ
ดังนั้นในบริเวณชายฝั่งที่ยังได้รับอิทธิพลของน้ำท่าสูง
ก็อาจจะตรวจพบค่าความเข้มข้นของเหล็กละลาย
(dissolved iron) สูง
ทั้งนี้เพราะว่าเหล็กยังคงอยู่ในรูปแบบที่ละลายน้ำ
(ferrous) อยู่มาก
บริเวณดังกล่าว
ได้แก่
ฉะเชิงเทรา (ปากแม่น้ำบางปะกง)
สมุทรปราการ
(ปากแม่น้ำเจ้าพระยา)
และสมุทรสาคร(ปากแม่น้ำแม่กลอง)
บริเวณเหล่านี้ค่าความเค็มต่ำ
และค่าความเป็นกรด-ด่างก็ยังต่ำ
คือ
อยู่ในช่วงน้ำจืด
นอกจากนี้การที่ค่าออกซิเจนละลายในบริเวณนี้ต่ำ
ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การออกซิไดซ์ให้
Fe2+ กลายเป็น Fe3+
เกิดขึ้นได้ช้าขึ้นอีกด้วย
แมงกานีสมีคุณสมบัติทางเคมี
(chemical properties)
ในแหล่งน้ำคล้ายคลึงกับเหล็กมาก
การที่ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งกำหนดไว้ที่ไม่เกิน
0.1 mg/L
นั้นจึงไม่อาจเป็นไปได้ในกรณีที่ปากแม่น้ำนั้นยังได้รับอิทธิพลจากน้ำท่า
(runoff) อยู่มาก
การตกตะกอน
(precipitatation) ของเหล็ก
และแมงกานีส
ออกจากมวลน้ำเมื่อน้ำท่ามาผสมผสาน
(mixi)
กับน้ำทะเล
จนมีความเค็มสูงขึ้น
จะเป็นตัวการสำคัญในการดึงเอาโลหะหนักต่าง
ๆ
ตกตะกอนร่วม
(co-precipitate)
ออกมาจากมวลน้ำด้วย
ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้โลหะหนักที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำไปสะสมอยู่ในตะกอนท้องน้ำ
[กระบวนการนี้มักเกิดขึ้นในเอสทูรีหรือปากแม่น้ำ]
ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่หน้าดิน
(benthos)
ก็อาจจะได้รับผลกระทบ
หากว่าความเข้มข้นของโลหะหนักในตะกอนดินมากเกินกว่าปกติตามธรรมชาติ
ตะกั่ว
ตะกั่วปนเปื้อนอยู่ทั่วไปในน้ำทะเลชายฝั่ง
แต่ยังไม่มีบริเวณใดที่มีตะกั่วเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งที่กำหนดไว้ที่
0.05 mg/L
บริเวณที่พบตะกั่วปนเปื้อนสูงเกินกว่า
0.005 mg/L ได้แก่
ระยอง
ฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
และประจวบคีรีขันธ์
โดย 4
จังหวัดแรกพบว่ามีการปนเปื้อนในฤดูแล้งมากกว่าในฤดูฝนมาก
คาดว่าสาเหตุที่ความเข้มข้นของตะกั่วบริเวณฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
สูงน่าจะเนื่องมาจากบริเวณเหล่านี้ได้รับอิทธืพลจากน้ำท่า
ซึ่งปริมาณโลหะหนักในน้ำแม่ท่าจะสูงกว่าน้ำทะเล
แต่บริเวณระยองพบการปนเปื้อนอยู่บ้างทั่วไป
(ประมาณ < 0.001 mg/L)
ซึ่งน่าจะสาเหตุมาจากการปนเปื้อนจากอุตสาหกรรม
ท่าเรือ
และชุมชนประมง
แต่ที่พบว่าความเข้มข้นสูงกว่าที่อื่นๆ
คือ
ที่แหลมแม่พิมพ์
ตรวจพบการปนเปื้อนของตะกั่ว
0.04 mg/L
บริเวณนี้เป็นที่ตั้งรีสอร์ท
โรงแรม
ร้านอาหารริมหาด
และชุมชนประมงขนาดเล็ก
สำหรับค่าความเข้มข้นตะกั่วที่สูงบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พบว่าบริเวณที่ปนเปื้อนมากกว่าที่อื่นอยู่ที่ปากคลองวาฬ
พิมพ์
ตรวจพบการปนเปื้อนของตะกั่ว
0.01 mg/L
ซึ่งบริเวณนี้มีเรือเข้าออก
และมีการสูบถ่ายน้ำเพื่อการประมง
สังกะสี
พบสังกะสีปนเปื้อนตลอดทั่วทุกจังหวัดชายทะเลและที่มีค่าเกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล
(0.1 mg/L) ได้แก่
ระยอง
ชลบุรี
สมุทรปราการ
ชุมพร
และสุราษฎร์ธานี
และพบว่ามีการปนเปื้อนมากในฤดูฝน
ยกเว้นที่สมุทรปราการ
ความเข้มข้นของสังกะสีชายฝั่งสมุทรปราการที่สูงเป็นเพราะว่าอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ซึ่งยังคงได้รับอิทธิพลจากน้ำท่าอยู่มาก
ค่าที่พบ
คือ 0.46 mg/L
บริเวณชายฝั่งสงขลาพบสังกะสีในปริมาณที่ค่อนข้างสูงเฉลี่ยประมาณ
0.1 mg/L
ส่วนบริเวณอื่น
ๆ
ทั่วน่านน้ำไทยมีค่าความเข้มข้นของสังกะสีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ
0.05 mg/L
ชายฝั่งระยองที่พบว่าสังกะสีสูง
คือ
ที่แหลมแม่พิมพ์
ประมาณ 0.68 mg/L
ที่ท่าเรือประมงและหาดทรายแก้ว
(เกาะเสม็ด)
ประมาณ 0.1 mg/L
ส่วนบริเวณอื่น
ๆ
แถบนี้มีค่าอยู่ประมาณ
0.05 mg/L
สำหรับชายฝั่งชลบุรีบริเวณที่พบค่สูงกว่าที่อื่น
ๆ คือ
อ่างศิลา
ประมาณ 3.0 mg/L
ศรีราชา
เกาะลอย
และหัวแหลมฉบัง
ประมาณ 0.09 mg/L
ส่วนที่อื่น
ๆ ประมาณ < 0.05 mg/L
อีกสองบริเวณที่พบว่าค่าความเข้มข้นของสังกะสีสูงมาก
คือ
ที่ปากน้ำชุมพรและหาดภราดรภาพ
จังหวัดชุมพร
พบค่าความเข้มข้นของสังกะสีอยู่ที่
1.1 mg/L
ส่วนที่หาดละไม
และท่าเรือเกาะสมุย
จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีค่าประมาณ
1.1 และ 2.8 mg/L
ตามลำดับ
สถานการณ์ตะกอนดิน
ปรอท (Mercury, Hg)
จากการศึกษาพบการสะสมของปรอทในตะกอนดินมากในบริเวณอ่าวไทยรูปตัว
ก
ฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
สมุทรสงคราม
และเพชรบุรี)
คือ
มีค่าความเข้มข้นของอยู่ในช่วง
0.1 - 0.25 mg/kg
สำหรับบริเวณอื่นพบว่ามีการสะสมของปรอทมากกว่า
0.3 mg/kg
ตะกอนดินจากสตูลมีปรอทปนเปื้อนค่อนข้างสูง
คือ ประมาณ 0.1 mg/kg
แต่มีอยู่ 1
สถานี
ที่มีค่าสูงมาก
สูงถึง 0.8 mg/kg คือ
ที่ 100 เมตร
จากฝั่งหาดบ้านปากบารา
พื้นที่ที่มีระดับความเข้มข้นของปรอทในตะกอนดินค่อนข้างสูง
คือ ประมาณ 0.05 - 0.1
mg/kg คือ
บริเวณสงขลา
ปัตตานี
ระนอง
กระบี่และตรัง
อย่างไรก็ดีพบว่าบริเวณที่ตะกอนมีความละเอียดมาก
(ซึ่งมีพื้นที่ผิวมากที่จะให้สารอินทรีย์มาสะสมอยู่ในตะกอนมาก)
จะพบว่าความเข้มข้นของปรอทในตะกอนจะมากตามไปด้วย
เพราะว่าปรอทชอบที่จะเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับสารอินทรีย์
(ในรูปของ methyl
และ ethyl mercury)
สารหนู
(Arsenic, As)
สารหนูปนเปื้อนอยู่ทั่วไปเกือบตลอดทุกบริเวณของชายฝั่งทะเลไทย
บริเวณที่มีสารหนูปนเปื้อนในปริมาณที่เฉลี่ยต่ำกว่าประมาณ
5 mg/kg ได้แก่
ระยอง
ชลบุรี
สมุทรสงคราม
เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์
นราธิวาส
ภูเก็ต
กระบี่
และตรัง
ความเข้มข้นของสารหนูที่สะสมในตะกอนพบว่ามีค่อนข้างมากในบริเวณเดียวกับที่พบในสารปรอท
แต่ว่าบางบริเวณที่มีสารหนูปนเปื้อนมาก
ได้แก่ ตราด
จันทบุรี
ก็พบความเข้มข้นของสารหนูในตะกอนค่อนข้างมาก(เฉลี่ยประมาณ
10 mg/kg ขึ้นไป)
นอกจากนี้ยังพบว่าตะกอนชายฝั่งจากชุมพรถึงปัตตานี
ระนอง พังงา
และสตูล
มีปริมาณสารหนูสะสมอยู่มาก
ทั้งนี้คาดว่าจะเป็นเพราะบริเวณชายฝั่งทางภาคใต้นั้นเป็นแหล่งแร่
(ซึ่งส่วนมากมีสารหนูปะปนอยู่ในปริมาณมาก
ตัวอย่างเช่น
การทำเหมืองที่ร่อนพิบูลย์เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาของการปนเปื้อนของสารหนูบริเวณนั้น)
และมีการขุดเปิดหน้าดินเพื่อทำเหมืองมาก
ทำให้เกิดกษัยการ
(erosion)
ของดินและหินบริเวณ
ซึ่งนำไปสู่การพัดพาตะกอนไปสะสมอยู่บริเวณชายฝั่ง
จึงทำให้พบปริมาณของสารหนูในตะกอนชายฝั่งมากกว่าตามไปด้วย
แคดเมียม (Cadmium, Cd)
เนื่องจากแคดเมียมปนเปื้อนในธรรมชาติในปริมาณที่ต่ำมาก
และก็เป็นพิษเมื่อมีความเข้มข้นที่ต่ำมากเช่นเดียวกัน
พบการปนเปื้อนของแคดเมียมที่สูงมากผิดปกติ
คือ
บริเวณหน้าบริษัทปุ๋ย
(ท่าเรือมาบตาพุด)
จังหวัดระยอง
มีค่าถึง 0.75 mg/kg
ซึ่งบริเวณชายฝั่งดังกล่าวมีกิจกรรมทางด้านการอุตสาหกรรมและการประมงมากกว่าที่อื่นๆ
นอกจากนี้ยังพบปนเปื้อนมากทางทิศตะวันออกของปากแม่น้ำเจ้าพระยา
อ่าวอุดม (ชลบุรี)
ปากน้ำชุมพร
หาดภราดรภาพ
(ชุมพร)
ปากแม่น้ำหลังสวน
ปากแม่น้ำปัตตานี
ปากแม่น้ำระนอง
หาดบางเบน (ระนอง)
หาดป่าตอง (หน้าโรงแรมป่าตองเบย์)
เกาะพีพีหลายจุด
โครเมียม
(Chromium, Cr)
โครเมียมนั้นพบว่ามีการสะสมอยู่ในบริเวณที่มีตะกอนละเอียดมากกว่า
ซึ่งบริเวณดังกล่าวได้แก่
ชายฝั่งทางด้านอ่าวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปากแม่น้ำสายหลักที่ไหลลงสู่อ่าวไทยรูปตัว
ก
บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา
จังหวัดสมุทรปราการ
มีความเข้มข้นสูงมากกว่า
60 mg/kg ตราด
ฉะเชิงเทรา
สมุทรสาคร
มีความเข้มข้นสูงเฉลี่ยประมาณ
30 mg/kg
และชายฝั่งตั้งแต่ชุมพรถึงปัตตานี
(ชุมพร
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
สงขลา
ปัตตานี)
มีความเข้มข้นสูงเฉลี่ยประมาณ
10-20 mg/kg
ส่วนทางฝั่งอันดามัน
ได้แก่
ระนอง พังงา
กระบี่
และสตูล
ความเข้มข้นเฉลี่ยประมาณ
10-20 mg/kg
จากการศึกษาไม่พบว่ามีการสะสมโครเมียมอย่างสูงผิดปกติในตะกอนดินทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ของความเข้มข้นของโลหะกับขนาดอนุภาคตะกอนเป็นไปในแนวทางที่สอดคล้องกัน
ทองแดง
(Copper, Cu)
สายหลักที่ไหลลงสู่อ่าวไทยรูปตัว
ก
จะสะสมทองแดงไว้ในปริมาณที่มากกว่าทั้งนี้เพราะว่าธาตุเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์ทางเคมีค่อนข้างมากกับสารอินทรีย์ในตะกอน
ซึ่งมีมากในตะกอนละเอียด
(ตะกอนดินปากแม่น้ำเจ้าพระยาสะสมทองแดงอยู่ในปริมาณเฉลี่ยที่สูงมากประมาณ
50 mg/kg รองลงมา
คือ
ฉะเชิงเทรา
และสมุทรสาคร
ที่ระดับความเข้มข้นเฉลี่ยประมาณ
25 mg/kg)
พฤติกรรมทางเคมีของสังกะสีก็เป็นไปในทำนองเดียวกับโลหะต่าง
ๆ ข้างต้น
คือ
มีความสัมพันธ์ทางเคมีกับสารอินทรีย์ในตะกอน
ซึ่งมีมากในตะกอนละเอียด
และพบมากว่าสะสมอยู่บริความเข้มข้นที่ประมาณ
10 mg/kg มี 4 จังหวัด
คือ ตราด
ชุมพร
สุราษฎร์ธานี
ปัตตานี
และระนอง
นอกนั้นต่ำกว่า
10 mg/kg
ที่พบต่ำกว่าที่อื่น
ๆ คือ
นราธิวาส
และตรัง
ตะกั่ว
(Lead, Pb)
พฤติกรรมทางเคมีของตะกั่วก็เป็นไปในทำนองเดียวกับโครเมียมและทองแดง
เพราะว่าตะกั่วมีความสัมพันธ์ทางเคมีกับสารอินทรีย์ในตะกอน
ซึ่งมีมากในตะกอนละเอียดเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดีพบว่าตะกั่วในตะกอนท้องทะเลชายฝั่งทางใต้ตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงปัตตานี
และทางระนอง
พังงา
และสตูล
มีค่าสูงมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปัตตานี
ความเข้มข้นเฉลี่ยอยู่ที่
45 mg/kg
ทั้งนี้เพราะว่าชั้นหิน
(base rock)
บริเวณนี้เป็นแหล่งแร่
มีการเปิดหน้าดินทำเหมืองกันมาก
จึงทำให้เกิดกษัยการ
(erosion) มาก
ตะกอนที่ถูกพัดพาลงมาจึงมีมาก
ซึ่งตะกอนเหล่านี้มีแร่ธาตุต่างๆ
อยู่ในปริมาณมาก
ซึ่งตะกั่วเหล่านี้มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะมีศักยภาพที่จะเป็นพิษแก่สิ่งมีชีวิต
(bioavailable form)
นอกนั้นจะอยู่ในรูปของแร่ซึ่งเป็นรูปแบบที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถดูดซึมไปได้
(non-bioavailable form)
ส่วนที่พบความเข้มข้นเฉลี่ยประมาณ
20-30 mg/kg ได้แก่
ฉะเชิงเทรา
สมุทรปราการ
สมุทรสาคร
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
สงขลา
และระนอง
ที่ระดับ 10-15 mg/kg
ได้แก่ ตราด
จันทบุรี
สมุทรสงคราม
เพชรบุรี
ชุมพร
และสตูล
นอกนั้นความเข้มข้นต่ำ
10 mg/kg
โดยที่นราธิวาสและตรังพบต่ำกว่า
5 mg/kg
สังกะสี
(Zinc, Zn)
พฤติกรรมทางเคมีของสังกะสีก็เป็นไปในทำนองเดียวกับโลหะต่าง
ๆ ข้างต้น
คือ
มีความสัมพันธ์ทางเคมีกับสารอินทรีย์ในตะกอน
ซึ่งมีมากในตะกอนละเอียด
และพบมากว่าสะสมอยู่บริเวณปากแม่น้ำอ่างไทยรูปตัว
ก
ทิศตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน
จังหวัดสมุทรสาครพบการปนเปื้อนของสังกะสีในตะกอนดินสูงมากถึง
640 mg/kg
สมุทรปราการพบเฉลี่ยประมาณ
130 mg/kg ระยอง
และฉะเชิงเทรา
พบอยู่ประมาณ
50-60 mg/kg
นอกนั้นพบปนเปื้อนอยู่ทั่วไปในปริมาณไม่มากนัก
ที่พบต่ำกว่าที่อื่น
คือ
นราธิวาส
และตรัง
สารอินทรีย์
(Organic Carbon)
ปริมาณสารอินทรีย์ที่มีในตะกอนดินจะผกผันกับองค์ประกอบขนาดของตะกอนดิน
(น้ำหนักแห้ง(dry
weight) มาก
แสดงว่ามีน้ำอยู่ในตะกอนดินน้อย
หมายความว่าตะกอนหยาบ)
และพบว่าบริเวณที่มีตะกอนหยาบแต่ประมาณสารอินทรีย์ยังคงสูง
คือ
ที่กระบี่
และระนอง
สถานการณ์ปนเปื้อนของมลพิษในสัตว์น้ำ
ในการศึกษาการปนเปื้อนของโลหะหนักในสัตว์น้ำในครั้งนี้
ได้ทำการศึกษาโดยใช้สิ่งมีชีวิตที่จับได้บริเวณชายฝั่งนั้น
ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ออกเป็น
ประเภทหอย 3
ชนิด คือ
หอยแครง
หอยแมลงภู่
และหอยนางรม
ประเภทกุ้ง 3
ชนิด คือ
กุ้งแชบ๊วย
กุ้งหลังไข่
และกุ้งตะกาด
ประเภทปลา 3
ชนิด คือ
ปลาทู
ปลากระบอก
และปลากระตัก
สารหนู
สารหนูพบสะสมอยู่ในสัตว์น้ำทุกชนิดและทุกบริเวณ
ในระดับประมาณ
0.1-0.4 ug/g
โดยที่พบว่าสารหนูมีการสะสมอยู่ในปลากะตักในความเข้มข้นที่สูงกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่น
อย่างไรก็ดีเนื่องจากปลากะตักเป็นปลาที่มีขนาดเล็ก
การบริโภคก็จะบริโภคทั้งตัว
การวิเคราะห์จึงได้ทำการบดปลาทั้งตัว
ไม่ได้ชำแหละเฉพาะเนื้ออย่างปลาทูและปลากระบอก
สาเหตุหนึ่งที่อาจจะทำให้ความเข้มข้นของสารหนูในปลากะตักสูงอาจจะเป็นเพราะอวัยวะภายในและอาหารที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารของปลา
(stomach content)
บริเวณที่พบว่ามีการสะสมของสารหนูมากกว่าที่อื่น
มีอยู่ 2
บริเวณ คือ
ในหอยนางรมที่เก็บตัวอย่างได้จากปากแม่น้ำชุมพร
และในปลากะตักที่จับได้บริเวณชายฝั่งกุยบุรี
ทองแดง
พบทองแดงสะสมอยู่ในสัตว์น้ำทุกชนิดและทุกบริเวณ
ในระดับไม่เกิน
40 ug/g
ยกเว้นในหอยนางรมที่มีการสะสมของทองแดงสูงกว่างสัตว์น้ำชนิดอื่นเกือบ
10 เท่า
ซึ่งเป็นธรรมชาติของหอยนางรม
อย่างไรก็ดีบริเวณที่พบการสะสมของทองแดงในหอยนางรมเข้มข้นมากกว่าที่อื่น
ๆ คือ
ที่บริเวณปากแม่น้ำระยอง
แคดเมียม
พบแคดเมียมสะสมอยู่ในสัตว์น้ำทุกชนิดและทุกบริเวณ
ในสัตว์น้ำประเภทกุ้งและปลาจะอยู่ในระดับไม่เกิน
2 ug/g
ยกเว้นในปลากะตักที่จับได้จากปากแม่น้ำกุยบุรี
ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากอวัยวะภายในและอาหารที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารของปลา
สัตว์น้ำประเภทหอยมีการสะสมแคดเมียมในระดับความเข้มข้นที่สูงกว่าพวกกุ้งและปลาประมาณ
10-100 เท่า
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะธรรมชาติของสัตว์น้ำชนิดนี้
โดยพบว่าหอยนางรมที่เก็บตัวอย่างได้จากต่างสถานีกัน
ไม่มีความแตกต่างในการสะสมแคดเมียมมากนัก
แต่พบแคดเมียมในปริมาณที่สูงมากในหอยแมลงภู่ที่เก็บตัวอย่างได้จากปากแม่น้ำชุมพรและหลังสวน
ที่ระดับ 225
และ 75 ug/g
ตามลำดับ
ซึ่งหอยประเภทนี้อาศัยและหากินโดยติดอยู่กับหลักยึดกลางน้ำ
ดังนั้นน้ำบริเวณนี้น่าที่จะมีแคดเมียมปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างมาก
และโดยธรรมชาติแล้วแคดเมียมจะไม่ค่อยอยู่ในรูปแบบที่สัมพันธ์กับตะกอนแต่จะอยู่ในรูปแบบที่ละลายน้ำ
ซึ่งสิ่งมีชีวิตสามารถรับเข้าสู่ร่างกายได้
(bio-available)
นอกจากนี้ยังพบว่าแคดเมียมในหอยแครง
บริเวณปัตตานีมีค่าความเข้มข้นสูงมากถึงระดับ
250 ug/g
หอยแครงเป็นหอยที่อาศัยอยู่ในโคลนท้องน้ำ
ดังนั้นตะกอนบริเวณปากแม่น้ำนี้น่าจะมีการปนเปื้อนของสารแคดเมียมอยู่ในปริมาณสูง
ซึ่งสอดคล้องกับการปนเปื้อนสะสมในตะกอน
โครเมียม
พบว่าโครเมียมมีระดับการสะสมในปลาน้อยกว่าสัตว์น้ำประเภทหอยและกุ้ง
โดยมีระดับความเข้มข้นต่ำตั้งแต่ตรวจไม่พบด้วยวิธีที่ใช้ถึงระดับ
0.04 ug/g
แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับต่ำกว่า
0.02 ug/g
อย่างไรก็ดีปลากะตักที่จับได้จากปากแม่น้ำท่าจีนมีโครเมียมสูงถึง
0.8 ug/g
ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากอวัยวะภายในและอาหารที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารของปลา
ความเข้มข้นของโครเมียมในกุ้งแชบ๊วยและกุ้งหลังไข่ที่จับได้จากปากแม่น้ำบางปะกง
มีค่าสูงกว่าในกุ้งชนิดเดียวกันที่จับได้จากปากแม่น้ำอื่น
แม้ว่าความเข้มข้นของโครเมียมในตะกอนจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีค่าสูงมากกว่าปากแม่น้ำบางปะกง
แต่กุ้งทั้งสองชนิดที่จับได้จากบริเวณนี้ไม่ได้มีค่าความเข้มข้นของโครเมียมสูง
ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าปากแม่น้ำเจ้าพระยานั้นกว้างกว่ามาก
และมีการเข้าออกของเรือมากกว่า
การแพร่กระจายของกุ้งก็จะต่างจากการแพร่กระจายที่ปากแม่น้ำบางปะกง
สังกะสี
พบสังกะสีสะสมอยู่ในสัตว์น้ำทุกชนิดและทุกบริเวณ
ส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่เกิน
200 ug/g
ยกเว้นในหอยนางรมซึ่งมีธรรมชาติทางสรีรวิทยาที่จะสะสมสังกะสี
จึงทำให้ค่าความเข้มข้นของสังกะสีในหอยนางรมสูงกว่าสัตว์น้ำประเภทอื่น
500-1,000 เท่า
อย่างไรก็ดีพบว่าการสะสมของสังกะสีในหอยนางรมที่จับได้จากชายฝั่งระยองนั้นสูงมากถึง
14,000 ug/g (หรือ 14 mg/g)
ซึ่งสอดคล้องกับค่าความเข้มข้นของสังกะสีในน้ำบริเวณนี้ซึ่งมีค่าสูง
ตะกั่ว (Pb)
สะสมอยู่ในสัตว์น้ำประเภทหอยมากกว่าสัตว์น้ำประเภทกุ้งและปลา
หอยทุกชนิดสะสม
แคดเมียม (Cd)
สูงกว่าสัตว์น้ำประเภทอื่นเป็น
100 เท่า
หอยนางรมสะสม
ทองแดง(Cu)
และสังกะสี(Zn)
ปกติหอยนางรมมีความสามารถในการ
uptake สังกะสี (Zn)
มาสะสมอยู่ในปริมาณสูง
อย่างไรก็ดีหอยนางรมที่ได้จากชายฝั่งระยองมีการสะสมสังกะสีอยู่ในปริมาณมากผิดปกติ
และมีความแปรปรวนสูงในหอยที่จับจากต่างบริเวณกัน
หอยแครง
ซึ่งอยู่อาศัยในดิน
มีการสะสมโลหะหลายชนิดในปริมาณที่สูงเนื่องจากโลหะเหล่านี้สะสมในดิน
|